วิจารณ์ เทคนิคการเรียนดี STUDY BE WELL
posted on 25 May 2008 12:21 by zero-beว่างๆไม่มีไรทำเลยจำผิดคนอื่นเล่น 555+ นิสัยแย่จริงๆ เรา ว่าแต่คุณก็อยากอ่านใช่ป่ะ
1. อ่านหนังสือตอนเช้าๆ จะช่วยในการจดจำได้เยอะจร้า เพราะว่าตอนเช้า สมองของเราปลอดโปร่งงง
ถ้าเทียบกับตอนเย็น หรือตอนดึกๆ เนื่องจากสมองของเราผ่านอะไรมามากมายแล้ว สู้รบปรบมือกัน
มาทั้งวัน มึนตึ้บน่าดู
วิจารณ์ เราเคยได้ยินมาหลายครั้งว่าอ่านหนังสือตอนเช้าแล้วดีแต่ถ้าหากไม่มีสมาธิในการอ่านล่ะมันจะดีจริงๆน่ะหรอ เทียบกับการอ่านตอนกลางคืนที่มีสมาธิล่ะแบบไหนมันน่าจะดีกว่ากันดังนั้นจึงอยากจะขอสรุปว่า การอ่านจะดีหรือไม่ดีนั้นน่าจะขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจมากกง่าเวลานะ
2. รู้มั้ยว่า การยืนอ่านหนังสือ ช่วยในการจดจำมากกว่า การนั่งอ่านหนังสืออีกนะจะบอกให้
แล้วอีกอย่างช่วยกันการหลับคาหนังสืออีกด้วย อิอิ แอบเอาหนังสือโปะหน้า แล้วก็หลับไปเลย
ใช่มิ๊หล่ะ
วิจารณ์ การยืนอ่านช่วยเพิ่มความจำอันนี้เรายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ยเอาเป็นว่าจะลองดูแล้วถ้าได้ผลหรือไม่อย่างไรแล้วจะเอามาบอกที่หลังแล้วกัน แต่ไอ้เรื่องหลับคาหนังสือน่าจะจริงเพราะเคยเป็น
3. การจดโน๊ต ให้ดูสะอาดตาสวยงาม จะเป็นสิ่งดีมากๆ เนื่องจากลายมือที่สวยและเป็นระเบียบ
จะช่วยในการจดจำได้เป็นอย่างดีเลยหล่ะ ถ้าบอกแบบนี้ จะบอกว่า รู้แล้วๆหล่ะซิ่ จะมาบอกทำไม
ช่ายมะๆ แต่เดี๊ยวก่อน ถ้าจะบอกแค่นี้มันก้อธรรมดาเกินไปอ่ะเด้ แหม่ๆ มันก้อต้องมีดีอีกอยุ่แร้วว
การจดหน่ะ เราควรใช้กระดาษสีขาว และ ปากกาหมึกสีดำ ยังม่ายรุ้อ่ะดิ่ว่า สีดำจากน้ำหมึกหน่ะ
ช่วยให้อักษรมีความชัดเจน และมีพลังเยี่ยมยอดเมื่อบวกกับสีขาวในกระดาษที่เป็นช่องว่างอยู่
แล้วอีกอย่างนึงนะ การเรียบเรียงตัวอักษร เราควรที่จะจดแบบให้มีการเคลื่อนไหว แทนที่จะจดแบบ
แนวนอน เรียงยาวแบบธรรมดาๆ อ่ะแหน่ะ งงๆ งงอ่ะดิ่ ก็คือการจดแบบเป็นกลอน คิดว่าบอกแบบ
นี้ คงจะนึกภาพออกกันนะ แทนที่จะจดให้มันเป็นพรืดดดดดยาววววว จนเอียนนนนน
รู้มั้ยว่ามันเมื่อยสายแค่ไหนในการอ่าน การจดแบบนั้น เพราะเราต้องใช้สายตากวาดทอดยาวไป
ทำให้เมื่อยล้าสายตาอย่างยิ่ง ทำให้เลิกอ่านกันไปดื้อๆ ซะอย่างนั้น แต่การที่เราจดแบบกลอน
มันช่วยให้สายตาของเราไม่ล้า ทำให้เราอ่านหนังสือได้มากขึ้น และจำได้รวดเร็วกว่าเดิม ไม่ต้องมา
อ่านซ้ำหลายๆรอบเหมือนแต่ก่อน
วิจารณ์ อันนี้เราว่าน่าจะจริงเพราะว่าเวลาเราพยายามนึกอะไรสักอย่างเราก็มักจะเห็นภาพกระดาษสีขาวของเราเสมอแล้วก็พยายามเล็งดูว่าในกระดาษเขียนอะไรแต่ส่วนใหญ่จะนึกอีตรงส่วนที่ต้องการไม่ออกแต่ไอ้ส่วนแวดล้อมน่ะ มันชัดแจ๋วเลยแหะ ส่วนเรื่องการเขียนที่ไม่ให้สายตาล้าอันนี้เราเห็นด้วยว่าดีแล้วจะลองทำดูน่าจะได้ผลเพราะว่านึกถึงไดอารี่ของอายะ(นางเอกเรื่องบันทึกน้ำตา 1 ลิตร)ที่จะเขียนตรงกลางหน้ากระดาษพอดิบพอดีดูน่าอ่านมากๆ
4. การจดอีกแบบนึง ก็คือ การจดแบบ mind mapping การจดแบบนี้ หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกันดี
คือการ มีคีย์เวิร์ดชื่อเรื่องไว้ตรงกลาง แล้วแตกสาขากิ่งก้านหัวข้อย่อยๆออกมา
ขอย้ำนิดนึงว่า ควรจะใช้คำสั้นๆ ที่สำคัญๆ เพื่อง่ายต่อการจดจำ และไม่น่าเบื่อ
วิจารณ์ อันนี้เราเคยใช้นะเราว่ามันก็ดีแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลกับเราเท่าไรเพราะเวลาเขียนเนื้อหาใส่ลงไปนะอะไรๆก็ดูสำคัญไปหมดจนทำให้มันเยอะเกินไปจนรกแล้วก็ไม่น่าจดจำ ดังนั้นเราว่า อย่างเราน่าจะหาวิธีการย่อความหรือ สรุปใจความสำคัญให้เรารู้ก่อนจะดีกว่า55+ใครรู้ก็มาโพสตอบได้นะ
5. การเรียนแบบจับคู่ ควรที่จะมีคู่หู 1 คนในการเรียน เพื่อแชร์ความรู้ที่แต่ละคนได้มาและ โต้เถียง
ความรู้กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลดีเช่นกัน ทำให้การเรียนมีสีสัน และเกิดความตื่นตัวอีกด้วย
วิจารณ์ ข้อนี้ก็ดีเลยที่เดียวเห็นด้วยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แต่สำคัญมันอยู่ที่คู่ของเรานั้นน่ะซิ 55+เลือกให้ดีก็แล้วกัน
6. การอ่านหนังสือเสียงดัง หรือโยกตัว โยกขา การอ่านแบบมีจังหวะจะโคน รู้มั้ยว่า มันช่วยในการจด
จำด้วยนะ เพราะว่าเราได้ใช้ประสาทสัมผัสส่วนต่างๆไง
วิจารณ์ หว้า.....เคยทำนะแต่ไม่เคยสังเกตซักทีแต่ว่าเราว่ามันน่าจะได้ผลนะ
7. อ่าน 1 ชั่วโมงที่รู้สึกว่าตั้งใจ มีความสุข หรือ มีพลังในการอ่าน การเรียนรู้ ดีกว่าอ่าน 5 ชั่วโมง
ที่อ่อนล้าซะอีก แทนที่จะความรู้ แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ให้ตายเถอะ จอร์ช
วิจารณ์ ..........อ้าวอย่างนี้ก็ขัดแย้งกัน............รึเปล่า...........
8. เวลาที่คนเรามีความสุข คลื่นสมองของเราจะเรียนรู้ได้เร็วและดีกว่าตอนที่เครียดซะอีก
วิจารณ์ แหม......ความรู้ไหมเยอะจังเลยแฮะไม่รู้จะวิจารณ์ไรเลยเฮ้อ......ความรู้น้อยก็งี้แหละนะหัดอ่านหนังสือซะมั้งสิฟระ
9. ควรที่จะหมั่นทบทวนในสิ่งต่างๆบ่อยๆ เพราะการย้ำคิดย้ำทำ หรือ การทำซ้ำนั้น ช่วยเราได้มากเลย
วิจารณ์ อันนี้ก็จริงนะเพราะว่าเราลองทำแล้วอย่างเรานะถ้าวันไหนทบทวนมาละก้อเวลาเรียนมันจะต่อกันได้ง่ายเหมือนกับการดูหนังสืออ่ะถ้าหากไม่ได้ดูตอนที่แล้วแล้วมาดูตอนนี้มันก็จะงงว่าเรื่องมายังไง
ต่อไปก็คือเครดิตค่ะ แม้เอาของเค้ามาวิจารณ์แล้วยังจะมาเครดิตอีก แหะๆ เอาเป็นว่าติเพื่อก่อก็แล้วกันนะค่ะ
#1 By TRY AGAIN on 2008-05-25 15:54